ข่าวสาร

Referral Marketing คืออะไร? ทำไมลูกค้าจากการบอกต่อถึงปิดการขายง่ายกว่าลูกค้าจากโฆษณา

คุณเคยสังเกตไหมว่า ลูกค้าที่ดีที่สุดของคุณมักมาจาก "คนแนะนำ" ไม่ใช่จากโฆษณา? นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือหลักการของ Referral Marketing ที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

Referral Marketing คืออะไร? ทำไมลูกค้าจากการบอกต่อถึงปิดการขายง่ายกว่าลูกค้าจากโฆษณา

Referral Marketing คืออะไร?

Referral Marketing หรือการตลาดแบบบอกต่อ คือกลยุทธ์ที่ใช้ลูกค้าปัจจุบัน พันธมิตรทางธุรกิจ หรือเครือข่ายคนรู้จัก เป็นคนแนะนำสินค้าและบริการของคุณให้กับคนรอบตัวพวกเขา แทนที่คุณจะต้องวิ่งไปหาลูกค้าเองทุกครั้ง คุณสร้างระบบที่ทำให้คนอื่นช่วยพาลูกค้ามาหาคุณ

พูดง่าย ๆ คือเปลี่ยนจาก "ฉันไปหาลูกค้า" เป็น "ลูกค้ามาหาฉันผ่านคนที่เขาไว้ใจ"

หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ธุรกิจยุคก่อนเติบโตด้วยการบอกปากต่อปากมาตลอด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือปัจจุบันมีระบบและเครื่องมือที่ช่วยให้การบอกต่อเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ วัดผลได้ และขยายขนาดได้


ตัวเลขที่ทำให้ต้องหันมามอง Referral Marketing

ก่อนจะไปดูว่า Referral Marketing ทำงานอย่างไร มาดูข้อมูลที่น่าสนใจกันก่อนครับ:

92% ของผู้บริโภคเชื่อคำแนะนำจากคนรู้จักมากกว่าโฆษณาทุกรูปแบบ (Nielsen Global Trust in Advertising) ลูกค้าที่มาจากการแนะนำมีอัตราปิดการขายสูงกว่าลูกค้าจากช่องทางอื่นถึง 3–5 เท่า และลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มอยู่กับแบรนด์นานกว่าและมีมูลค่าตลอดอายุลูกค้า (Customer Lifetime Value) สูงกว่าอีกด้วย

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า — ลูกค้าจากการบอกต่อไม่ได้แค่ "ดีกว่า" ลูกค้าจากโฆษณา แต่ดีกว่า "อย่างมีนัยสำคัญ" ทั้งในแง่ต้นทุนการได้มา ความง่ายในการปิดการขาย และความภักดีระยะยาว


ทำไม Referral ถึงปิดการขายง่ายกว่าโฆษณา?

เหตุผลหลักอยู่ที่คำเดียว คือ "ความไว้วางใจ"

เมื่อคุณยิงโฆษณา คุณกำลังพูดกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักคุณ ไม่เคยใช้สินค้าคุณ และไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อคุณ คุณต้องใช้เวลาและเงินจำนวนมากเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือตั้งแต่ศูนย์ ต้องรีมาร์เก็ตติ้ง ต้องทำคอนเทนต์ ต้องตามงานหลายรอบกว่าจะปิดการขายได้

แต่เมื่อลูกค้ามาจากการแนะนำ ความไว้วางใจถูก "ส่งต่อ" มาแล้ว เพราะคนที่แนะนำคือคนที่ลูกค้าเชื่อมั่นอยู่แล้ว เขาบอกว่า "ใช้บริการคนนี้สิ ดีมาก" ลูกค้าก็เชื่อ เพราะเขาไม่ได้เชื่อคุณ แต่เขาเชื่อคนที่แนะนำ

ผลลัพธ์คือ — คุณข้ามขั้นตอนการสร้างความเชื่อมั่นไปได้เกือบทั้งหมด ลูกค้ามาถึงก็พร้อมซื้อ ไม่ต้องอธิบายยาว ไม่ต้องลดราคา ไม่ต้องแข่งกับคู่แข่งอีก 10 ราย


Referral Marketing มี 2 แบบ — แบบปล่อยตามธรรมชาติ กับแบบมีระบบ

แบบที่ 1: ปล่อยตามธรรมชาติ (Organic Referral)

คือรอให้ลูกค้าพอใจแล้วบอกต่อกันเอง วิธีนี้ดีแต่ควบคุมไม่ได้ บางเดือนอาจมีลูกค้ามาเยอะ บางเดือนอาจไม่มีเลย คุณไม่สามารถวางแผนธุรกิจบนสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

แบบที่ 2: มีระบบรองรับ (Structured Referral)

คือการสร้างระบบที่ทำให้การบอกต่อเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและวัดผลได้ มีคนคอยช่วยมองหาลูกค้าให้คุณอย่างตั้งใจทุกสัปดาห์ มีกระบวนการติดตาม และมีเป้าหมายที่ชัดเจน

ความแตกต่างเปรียบเหมือน — แบบแรกคือรอฝนตก แบบที่สองคือสร้างระบบชลประทาน ทั้งสองแบบได้น้ำเหมือนกัน แต่แบบหลังเชื่อถือได้และวางแผนได้


กระบวนการ VCP: สูตรสำเร็จของ Referral Marketing ที่ใช้ได้ผลจริง

หนึ่งในกระบวนการ Referral Marketing ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทั่วโลกคือ VCP Process ซึ่งย่อมาจาก:

Visibility — ทำให้คนรู้จักคุณก่อน

ก่อนที่ใครจะแนะนำธุรกิจของคุณได้ เขาต้อง "รู้จัก" คุณก่อน ไม่ใช่แค่รู้ชื่อ แต่ต้องรู้ว่าคุณทำอะไร ทำให้ใคร และทำได้ดีแค่ไหน ขั้นตอนนี้คือการปรากฏตัวบ่อย ๆ ในเครือข่ายของคุณ ให้คนจดจำได้

Credibility — สร้างความน่าเชื่อถือ

เมื่อคนรู้จักคุณแล้ว ขั้นต่อไปคือทำให้เขา "เชื่อมั่น" ในตัวคุณ ผ่านการพูดคุยแบบเจาะลึก การทำงานร่วมกัน หรือการส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากการพูดว่าตัวเองดี แต่เกิดจากการพิสูจน์ผ่านการกระทำ

Profitability — เก็บเกี่ยวผลลัพธ์

เมื่อคนทั้งรู้จักและเชื่อมั่นในตัวคุณแล้ว การแนะนำลูกค้าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องร้องขอ ไม่ต้องบังคับ เพราะเขาแนะนำด้วยความมั่นใจว่าคุณจะดูแลลูกค้าของเขาได้ดี

กระบวนการ VCP นี้เป็นหัวใจของระบบ Referral Marketing ระดับโลกอย่าง BNI (Business Network International) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกกว่า 330,000 คนใน 77 ประเทศ


จะเริ่มต้น Referral Marketing อย่างเป็นระบบได้อย่างไร?

ถ้าคุณอยากเปลี่ยนจากการพึ่งโฆษณาอย่างเดียว มาเพิ่มช่องทาง Referral Marketing เข้าไปในธุรกิจ มี 3 แนวทางที่ทำได้:

1. เริ่มจากลูกค้าปัจจุบัน

ลูกค้าที่พอใจในสินค้าหรือบริการของคุณคือแหล่ง Referral ที่ดีที่สุด ลองสร้างระบบง่าย ๆ เช่น ให้ส่วนลดเมื่อแนะนำเพื่อน หรือแค่ถามตรง ๆ ว่า "รู้จักใครที่น่าจะต้องการบริการแบบเดียวกันไหมครับ?"

2. สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

มองหาธุรกิจที่ลูกค้าเป้าหมายของคุณมักใช้บริการ แล้วสร้างความสัมพันธ์เพื่อแนะนำลูกค้าให้กัน เช่น ถ้าคุณเป็นนักบัญชี คุณอาจจับคู่กับทนายความ เพราะลูกค้าที่ต้องการบัญชีมักต้องการทนายด้วย

3. เข้าร่วมเครือข่าย Referral Marketing ที่มีระบบ

ถ้าคุณอยากให้ Referral เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ การเข้าร่วมกลุ่ม Referral ที่มีโครงสร้างชัดเจนจะช่วยย่นระยะเวลาได้มาก

ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนในไทยคือ BNI Ivory กลุ่ม Referral Marketing ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยสมาชิกกว่า 135 ธุรกิจจาก 21 หมวดหมู่อุตสาหกรรม เปิดมาเพียง 3 ปี แต่สมาชิกสร้างมูลค่าธุรกิจจาก Referral ให้กันไปแล้วกว่า 2,802 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 4.4 ล้านบาทต่อเก้าอี้ เฉพาะในปี 2568 ปีเดียวก็ทำยอดรวมกัน 344 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้คือหลักฐานว่า Referral Marketing ที่ทำอย่างเป็นระบบสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี


Referral Marketing ไม่ได้มาแทนที่โฆษณา แต่มาเสริม

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Referral Marketing ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเลิกทำโฆษณา ทั้งสองช่องทางทำงานเสริมกันได้ดี โฆษณาช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ส่วน Referral ช่วยให้คุณได้ลูกค้าคุณภาพสูงที่ปิดการขายง่ายและอยู่กับคุณนาน

แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่พึ่งพาโฆษณาเป็นช่องทางเดียว ถึงเวลาแล้วที่ควรเพิ่ม Referral Marketing เข้ามาเป็นขาที่สองของธุรกิจ เพราะค่าโฆษณาจะแพงขึ้นทุกปี แต่ความไว้วางใจระหว่างคนไม่มีวันเฟ้อ


อยากลองระบบ Referral Marketing จริง ๆ?

ถ้าคุณสนใจอยากเห็นว่า Referral Marketing แบบมีระบบทำงานจริงอย่างไร คุณสามารถมาเยี่ยมชมการประชุม BNI Ivory ในฐานะ Visitor ได้ เพื่อดูกับตาว่านักธุรกิจกว่า 135 รายช่วยส่งต่อลูกค้าให้กันอย่างไรในทุก ๆ สัปดาห์

📍 สถานที่: อิมแพค เมืองทองธานี ⏰ เวลา: ทุกเช้าวันศุกร์ เริ่มลงทะเบียน 06:15 น. | ประชุม 06:30 น.

สนใจสำรองที่นั่งเยี่ยมชม? ติดต่อได้ที่: 📞 คุณซาร่า 095-469-2641 💬 LINE: @BNIivory

บทความที่เกี่ยวข้อง